วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ประมวลภาพฝึกสอนเทอม 1/2557

1 ภาคการศึกษาผ่านพ้นไปด้วยดี กับภารกิจการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ณ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่  วันนี้จึงรวบรวมรูปเก็บไว้สัก 1 อัลบั้ม เพราะภาพจะอธิบายประสบการณ์ได้ดีกว่าตัวหนังสือหลายเท่าตัวเลย การเป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูหลายคนบอกว่าเป็นว่าที่คุณครู ในความเป็นจริงแล้วเราเป็นครูตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในโรงเรียนแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีวุฒิการศึกษารับรองแค่นั้นเอง การเลือกโรงเรียนเพื่อฝึกสอนของแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป บ้างก็เลือกเพราะอยู่ใกล้ที่พัก บ้างก็เลือกเพราะว่ารุ่นพี่แนะนำ บ้างก็เลือกเพราะอาจารย์แนะนำ หรือมีรุ่นพี่สอนอยู่ในโรงเรียน แม้กระทั่งเลือกเพราะชื่อเสียงของโรงเรียนก็มี  แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับเราได้เรียนรู้อะไรในการฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพครู 1 ปีการศึกษา ที่จะต้องเรียนรู้งานต่างๆ สำหรับตัวผมแล้วคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะเราก็อยู่กับโรงเรียนมาตั้งแต่เราเข้าเรียนอนุบาลจนถึง ม.6 คงไม่มีอะไรมากที่จะต้องปรับตัว แต่สิ่งที่ท้าทายสำหรับเรานั่นก็คือ เทคนิคและวิธีการสอนที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของนักเรียนมากกว่า เหตุผลส่วนตัวที่ผมเลือกโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ เป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์วิาชีพครู ขอบอกเล่าผ่านรูปภาพเหล่านี้แล้วกันนะครับ


ทุกๆวันเสาร์แรกของเดือนจะมีการฉายภาพยนต์ให้นักเรียนดู เพื่อเป็นการผ่อนคลายจากการเรียน โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เป็นโรงเรียนประจำ ให้โอกาสนักเรียนที่บ้านอยู่ห่างไกลจากสถานศึกษา เข้ามาเรียนและดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทั้ง อาหารการกิน อุปกรณ์การเรียน ที่พัก และอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชนเผ่า รวมทั้งหมดประมาณ 7 เผ่าที่เรียนในโรงเรียนแห่งนี้


ปุ้ย ภูริทัศน์ สุกนวล กับนู๋นาง ชุลี ขันตีต่อ เพื่อนร่วมสาขาวิชาทั้งสองที่ตัดสินใจเลือกฝึกประสบการณ์ในโรงเรียนแห่งนี้ด้วยกัน ในยามเย็นหลังจากเสร็จภารกิจสอนก็มักจะชวนกันรับประทานอาหารพื้นๆ ง่าย แถวๆริมถนน โดยเฉพาะส้มตำ แซ่บเวอร์.....


การฝึกประสบการณ์ในเทมอแรกได้สอนวิชาสังคมศึกษา และวิชาประวัติศาสตร์ ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งมีทั้งหมด 3 ห้อง ย้ำนักเรียนอยู่เสมอให้เข้าใจแก่นของการเรียนสังคมศึกษา ไม่ใช่การเรียนเพื่อท่องจำเอาข้อมูล ไม่ใช่การเรียนเพื่อไปสอบ แต่เป็นการเรียนเพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมที่เราอาศัยอยู่


กิจกรรมเสริมช่วยดูแลงานลูกเสือ-เนตรนารี โดยรับผิดชอบสอนในหัวข้อ พลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย มีเรื่องให้เล่าเยอะพอสมควร เพราะว่าเป็นวิชาของการติดตามข่าวสารบ้านเมือง และต้องวิเคราะห์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุกๆด้าน


พานักเรียนไปทัศนศึกษาที่สวนสัตว์ไนท์ ซาฟารี จังหวัดเชียงใหม่ ตามนโยบายคืนความสุขให้กับประชาชนของ คสช. 


จัดทำโครงการจิตอาสา โดยการตีเส้นจราจรในโรงเรียน ทำสัญลักษณ์จราจร เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้เครื่องหมายจราจรที่ใกล้ตัว รู้จักเคารพกฎจราจร เคารพกฏหมาย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างพลเมือง ตามวิถีประชาธิปไตย


ดูแลและช่วยงานเรื่องเอกสารการประเมินผู้เรียนตลอดปีการศึกษาของฝ่ายกิจการนักเรียนของโรงเรียน


วันศุกร์กับโต๊ะทำงานในห้องพักครู


กิจกรรมหน้าเสารธง


ทีมงานเตรียมสื่อเพื่อเอาไปจัดบอร์ดให้ความรู้แก่นักเรียน


เป็นกระบวนกรในการดำเนินกิจกรรมสันทนาการในค่ายเสริมสร้างประขาธิปไตย ให้กับโรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษาพิเศษ (ศึกษาสงเคราะห์ ราชประชานุเคราะห์)


เป็นกระบวนกรในการดำเนินกิจกรรมสันทนาการในค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้กับโรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษาพิเศษ (ศึกษาสงเคราะห์ ราชประชานุเคราะห์)


เสร็จกิจกรรมค่ายอบรมยุวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คุณครูรุ่นพี่พาไปสูดอากาศบริสุทธิ์
ครูจิ๋ม นศ.ครูแหวว นศ.ครูเอ นศ.ครูนพ นศ.ครูมิต ครูสมศักดิ์  ครูอู๋
โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่


ช่วงเสาร์ อาทิตย์ก็ต้องใช้เวลากับการอบรมเพิ่มขีดความสามารถของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ซึ่งทางคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้จัดให้กับนักศึกษาฝึกสอน


ขอบขอบคุณอาจารย์เชษฐภูมิ วรรณไพศาล อาจารย์นิเทศ ที่คอยให้กำลังใจและข้อเสนอแนะดีดีในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียน


ทุกวันศุกร์นักเรียนจะแต่งกายด้วยชุดเผ่าของตนเอง เป็นอีกหนึ่งนโยบายของโรงเรียนที่มุ่งให้เด็กตระหนักในคุณค่าของวัฒนธรรมของตนเอง  และเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ไว้ เพราะสิ่งที่บ่งบอกความเป็นอัตลักษณ์ของพี่น้องชนเผ่าได้ดีที่สุดก็คือ เครื่องแต่งกายนั่นเอง


ร่วมงานประเพณีขึ้นดอย แต่สำหรับนักศึกษาปี 5 คงต้องเรียกว่าประเพณีลงดอย เพราะว่าทุกๆปีนักศึกาาที่ศึกาาอยู่ในชั้นปีสุดท้ายจะมีลงดอยพร้อมกัน เพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าจะสำเร็จการศึกษาแล้ว


เป็นกรรมการอำนวยการสอบของนักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ เน้นย้ำว่าเป็นการอำนวยการสอบ ไม่ใช่การคุมสอบ เพราะนักเรียนไม่ใช่นักโทษ ไม่จำเป็นต้องคุม เพียงแค่อำนวยการสอบให้ผ่านพ้นไปด้วยดีแค่นั้นแหละภารกิจของครู


เป็นครูประจำเรือนนอนของนักเรียน ในช่วงปิดเทอมก็ต้องรับผิดชอบให้ผู้ปกครองมาเซ็นรับนักเรียนไป เพื่อให้เป็นระเบียบในการเข้าออกของนักเรียน


กระบวนกรในงานสันนาการ


เพื่อน เอ นศ.ฝึกสอนวิชาเอกแนะแนว จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏ ผู้มากด้วยความสามารถและความมั่นใจในการเต้น ร่วมนำกิจกรรมในค่ายอบรมยุวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ณ ห้วยฮ่องไคร้  เชียงใหม่



ก่อนแยกย้ายกลับโรงเรียน ขอเก็บภาพบรรยากาศแห่งความประทับใจร่วมกันสักเล็กน้อย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ไปพัฒนาต่อ และเป็นฐานสำคัญที่จะช่วยให้แต่ละคนค้นพบอาชีพของตนเอง เช่น เพาะเห็ด โคนม เลี้ยงปลา ทำปุ๋ย เป็นต้น


เป็นที่ปรึกษาโครงงานคุณธรรม สานฝันแันรัก จากพี่สู่น้อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนศึกาาสงเคราะห์เชียงใหม่ ในการแบ่งปันความดี สร้างเยาวชนให้เป็นคนรู้จัดการให้ผู้อื่น สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ผ่านโครงงงานคุณธรรมฯ


จัดทำโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน เพราะการอ่านเป็นประตูสำคัญที่จะทำให้เราออกไปสู่โลกกว้าง ยิ่งอ่านมากยิ่งรู้มากเป็นธรรมดา ฉะนั้นวัยนักเรียนจึงต้องสร้างนิสัยของการรักการอ่านให้ได้ เพื่อให้มีมุมมองที่กว้างขึ้น และเรียนรู้ ก้าวทันสังคมที่เปลี่ยนแปลงในทุกๆวินาที


ร่วมกันจัดบอร์ดประชาสัมพันธ์การศึกษาต่อของนักเรียน ม.3 และม.6 งานแนะแนวจึงเป็นงานของครูทุกคนที่จะต้องให้คำแนะนำกับนักเรียนได้ เพราะหน้าที่ครูไม่ใช่แค่การสอนเนื้อหาให้นักเรียนรู้และเข้าใจ แต่จะต้องกระตุ้นให้นักเรียนค้นพบความสามารถของตัวเอง เพื่อเป็นฐานสำคัญในการประกอยอาชีพในอนาคตด้วย


จากประสบการณ์การฝึกสอนในภาคการเรียนที่ 1/2557 ขอรวมรวมไว้ในแฟ้มผลงานเล่มนี้ พักหายใจในช่วงปิดเทอมสัก 3 อาทิตย์ แล้วมาเริ่มปฏิบัติงานต่อในภาคเรียนที่ 2 ไว้เจอกันครับ.........นพ

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

Knowledge Sharing (KS)

เป็นช่วงเทศกาลแห่งการตกผลึกองค์ความรู้ของนักเรียนในโรงเรียน สำหรับภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 กำลังจะผ่านพ้นไป การสรุปความรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียนจึงต้องมีกระบวนการที่เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของนักเรียน สำหรับผมแล้วสัปดาห์สุดท้ายของการเรียน เลือกที่จะให้นักเรียนใช้กระบวนการ Knowledge Sharing (KS) หรือเรียกได้ว่าเป็นการนำความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่มาแบ่งปันกัน โดยที่ให้แต่ละคนคัดเรื่องที่ตัวเองสนใจ และมีความถนัดมากที่สุดมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ โดยการจัดห้องเรียนเป็นวงกลม เพือใ้ห้สามารถเห็นหน้ากันทุกคน และได้ฟังเพื่อนที่กำลังพูดอยู่อย่างชัดเจน พร้อมทั้งให้นักเรียนสะท้อนความรู้สึกที่มีต่อตัววิชาที่ได้เรียนตลอด 1 ภาคการศึกษา เพื่อให้ครูนำไปปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ของนักเรียนเพิ่มมากขึ้น  หวังเสมอว่าวิชาสังคมศึกษาจะไม่ได้สอนให้นักเรียนรู้เพียงเนื้อหา แต่จะเป็นวิชาที่สร้างค่านิยมของความดีให้เกิดขึ้นในใจของทุกๆคนด้วย ...ครูนพ

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

Runner-up CCHT

เป็นเวลาสองเดือนกว่าๆที่ไม่ได้เข้ามาทำการอัพเดตบล๊อกนี้ จะทยอยอัพเดตภาพและประสบการณ์ย้อนหลังให้ท่านผู้อ่านได้อ่านและชมกันนะครับ  ก่อนอัพเดตภาพย้อนหลังเรามาเริ่มกันที่ภาพสดๆร้อนๆเลยดีกว่า คือภาพรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ การประกวดโครงงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้การนำเสนอผลงานที่มีชื่อว่า พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมอาหารชุมชนบ้านผาด่าน อ.แม่ทา จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2557 ณ.ศูนย์พัฒนาเศรษฐกิจฯ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล งานนี้เกิดจากความตั้งใจของทีมงานที่ทุ่มเทให้กับงานชิ้นนี้อย่างสุดความสามารถ เป็นการแพ็คทีมที่มาจากหลายๆคณะ อาทิ ศึกษาศาสตร์ วิศวะกรรมศาสตร์ วิจิศิลป์ ในการออกแบบโครงงานชิ้นนี้ จนผ่านเข้ารอบระดับประเทศ และเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในเวทีระดับประเทศดังกล่าว

ขอขอบคุณภาพสวยๆจากอาจารย์ชัยณรงค์ จารุพงศ์พัฒนะ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานฯ ภาพนี้ถ่ายตอนที่กำลังนำเสนองานอยู่ ด้วยอาการลุ้นๆและให้กำลังใจพวกเราอยู่ด้านหลังผู้ชม งานนำเสนอดำเนินไปแบบเรียบง่าย เน้นการพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์จากการลงพื้นที่ศึกษา เก็บข้อมูล และอีกหลายอย่างที่ได้เก็บเกี่ยวตลอดการทำงาน กิจกรรมนี้แม้ผมอาจไม่ค่อยได้ช่วยงานอย่างเต็มตัวนัก เนื่องด้วยภารกิจฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู แต่ก็รู้สึกมีความชื่นใจเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าน้องๆได้เปิดโอกาสให้นำเสนองานในมิติของวิถีชนเผ่าปกาเก่อญอ ซึ่งเชื่อมโยงกับชุมชนผาด่านที่ทีมงานลงพื้นที่เก็บข้อมูล เป็นหนึ่งใน 5 ทีมที่ใช้เวลากับการตอบคำถามกรรมการและผู้ชมรวมทั้งสิ้น 40 กว่านาที นับเป็นประสบการณ์ที่ดีเลยทีเดียว ขอบคุณโอกาสดีดีที่ได้แบ่งปันแนวคิดในการสร้างสรรค์แหล่งเรียนรู้ในรูปแบบของพิพิธพัณฑ์มีชีวิต ขอบคุณน้องๆทีมงานทุกคน ขอบคุณที่ปรึกษาโครงงาน รศ.ดร.ชรินทร์ มั่งคั่ง  อาจารย์ชัยณรงค์ จารุพงศ์พัฒนะ อาจารย์ชญาณิศวร์ ยิ้มสวัสดิ์ สำหรับคำแนะนำดีดีและคอยเป็นกำลังใจให้เสมอมา

ทีมลูกช้างกลางไพร ตัวแทนที่ผ่านเข้ารอบ 5 ทีมสุดท้ายระดับประเทศกับการแข่งขันโครงงานประกวดการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เดินทางไปถึงเป็นทีมแรก เข้าไปนั่งพักเตรียมนำเสนองานในช่วงบ่าย เนื่องจากว่าในช่วงเช้าเป็นการนำเสนอผลงานของทีมน้องๆนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ผ่านเข้ารอบระดับประเทศเช่นกัน 

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

"Quotes of the month"


หลายครั้งที่คนเรามัวยุ่งอยู่กับสิ่งที่เป็นทุกข์ หลายคนที่คนเราแก้ปัญหาด้วยใจที่เป็นทุกข์ เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าทุกคนที่เกิดมาล้วนแต่มีความทุกข์ ไม่มีใครไม่ทุกข์ เพียงแต่ละทุกข์คนละแบบเท่านั้นเอง คนรวยก็ทุกข์ของคนรวย คนจนก็ทุกข์ของคนจน ฉะนั้นสัจจะของชีวิตข้อนี้เราปฏิเสธไม่ได้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า การจัดการกับความทุกข์นั้นทำได้อย่าง ความแตกต่างของแต่ละคนจะอยู่ตรงนี้แหละ เพราะอยู่ที่เรามอง หากมองได้ถูก ความทุกข์ที่เป็นอยู่อาจไม่ใช่ความทุกข์อีกเลย แต่หากมองในแง่ลบมากเกินไปก็ยิ่งซ้ำเติมความอ่อนแอให้กับหัวใจ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะต้องมานั่นทุกข์กับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ ขอเพียงให้เราเข้าใจมัน และจัดการกับมันอย่างถูกวิธี เอาความสุขจัดการกับความทุกข์ เครื่องมือดังกล่าวนี้ไม่มีขายที่ไหน เพราะมันอยู่ในตัวของทุกคนอยู่แล้วนั่นก็คือ ใจ ของเราเอง ปรับทัศนคติในแง่บวกกับสิ่งที่เป็นอยู่ มองโลกในแง่ดี แค่นี้ความทุกข์ก็หายไปแล้ว


ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธภาวะของการแข่งขันได้ เพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่การแข่งขัน แข่งกันเรียน แข่งกันทำงาน แข่งกันรวย แข่งกันมีหน้ามีตาอยู่ในสังคม แข่งกันแสวงหาความสุขทางกาย ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดการแบ่งชนชั้นทางสังคม เพราะการแข่งขันนั้นย่อมทำให้มีการแบ่งแยกความสามารถของคน จัดกลุ่มคนเก่ง คนไม่เก่ง เทคนิคและวิธีการต่างๆที่จะทำให้ตนเองชนะการแข่งขันจึงถูกคิดค้น และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆทั้งในเชิงวัตถุ ความคิด กระบวนการ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการชนะในการแข่งขัน การมุ่งไปสู่เป้าหมานนี้เองที่ทำให้ผมสังเกตเห็นหลายคน หลายครั้งที่มุ่งสู่การเป็นผู้ชนะครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสสักที ทั้งๆที่เป็นคนเก่งกว่าคนอื่น ดีกว่าคนอื่น เมื่อพินิจพิเคราะห์ดูแล้ว มันอยู่ที่กาลและเทศะนี่เอง หากเราไม่เข้าใจบริบทของการแข่งขัน ไม่รู้จักสนามแข่งขันดีพอ ก็เป็นรองคนอื่นไปแล้ว ที่สำคัญคือการรู้จักตนเองจะช่วยให้เราเป็นผู้ชนะได้ในการแข่งขัน นี่คือหลักการพื้นฐานของทุกสนามการแข่งขัน

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Core Culture (แก่นทางวัฒนธรรม)


ทุกวันศุกร์เราจะเห็นความหลากหลายของเครื่องแบบในโรงเรียนแห่งนี้ครับ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ สถานศึกษาที่ทำหน้าที่เป็นบ้านให้กับนักเรียนชนเผ่าต่างๆเกือบพันชีวิต ที่ต้องจากบ้านมาเพื่อเดินทางบนถนนแห่งการศึกษา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับนักเรียนที่ทางโรงเรียนมีข้อตกลงให้นักเรียนใส่ชุดประจำเผ่าของตนเอง เพื่อไม่ให้นักเรียนลืมว่าตัวเองมาจากไหน กว่า 9 ชนเผ่าในโรงเรียนก็จะสวมสุดประจำเผ่ามาอวดกันในทุกๆวันศุกร์ เชก่อ เครื่องแบบที่ผมใส่ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญะทางชาติพันธุ์ปกาเก่อญอครับ ผมมักจะสอนนักเรียนในโรงเรียนเสมอว่า คนที่ลืมว่าตัวเองมาจากไหน เท่ากับสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว การทำหน้าที่ของ Core Culture ในแต่ละคนของให้อย่าได้ละเลยในจุดๆนี้ เพราะการที่เรายืนหยัดในตัวตนของเรานี่แหละคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีตัวตนอยู่ในสังคม และในฐานะนักศึกษาวิชาโทการศึกษาพหุวัฒนธรรม ทำให้ผมเข้าใจในประเด็นนี้ดี จึงอยากเป็นแบบอย่างให้กับลูกศิษย์ของผม สวนดอกไม้ที่สวยงามเพราะมีสีที่หลากหลาย ฉันใดก็ฉันนั้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้แหละคือความสวยงามในชุมชนของเรา จึงอยากเป็นหนึ่งในผู้สร้างชุมชนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่แห่งนี้ ให้เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมกับปลุกฝังจิตสำนึกแห่งการรักบ้านเกิด เพื่อที่ในวันข้างหน้านักเรียนจะได้กลับไปเป็นกำลังที่สำคัญของหมู่บ้านในการขับเคลื่อนชุมชนให้มีความเจริญ มีภูมิคุ้มกันในภาวะที่เกิดการปะทะกันทางวัฒนธรรม ที่สำคัญคือ การพัฒนาในเชิงความคิด ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงด้วยอาวุธทางปัญญาที่ได้สั่งสมในบ้านแห่งนี้


กิจกรรมไตรรงค์ในช่วงเช้าของทุกวัน
โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่


พบปะพูดคุยกับลูกศิษย์ในช่วงเช้า
เพื่อเตรียมความพร้อมสู่กิจกรรมในชั้นเรียน


สักหนึ่งภาพหน้าห้องพักครู

วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ว่าด้วยชุดความรู้ (Knowledge)

เมื่อพูดถึงเรื่องความรู้ในแวดวงวิชาการมักย่องย่องว่าเป็นชุดความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เข้ามาอธิบายสิ่งต่างๆ เพราะชุดความรู้เป็นกรอบในการตีค่า ให้นิยาม ตลอดจนกำหนดลักษะณะของสิ่งต่างๆที่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม แต่หากพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วเราจะเห็นอิทธิพลของชุดความรู้ต่างๆที่เข้ามากำหนดขอบเขตการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งทั้งปวง ทั้งหมดนี้มันแฝงไปด้วยอคติทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าแฝงมากหรือแฝงน้อยเท่านั้นเอง เพราะจากประวัติศาสตร์การเรียนรู้ที่ผ่านมานั้น ความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นที่รัฐ หรือไม่ได้เกิดขึ้นที่หลักสูตรแบบเรียนแต่อย่างใด หากแต่เป็นองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นบนฐานของความจริง ในชีวิตประจำวันโดยทั้งสิ้น  สภาพแวดล้อม วัฒนธรรมของผู้คนจะเป็นตัวกำหนดชุดความรู้ และอธิบายสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา  เหตุผลที่ชุดความรู้เข้ามามีอำนาจในการตีค่าสิ่งต่างๆก็เพราะว่ายุคสมัยที่เราให้คุณค่ากับข้อมูลมากกว่าสิ่งอื่นๆ เช่น การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นเครื่องมือและสร้างการยอมรับจากมนุษยชาติ

ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละยุคแต่ละสมัยแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนตัวของชุดความรู้อย่างชัดเจน เราเห็นความสงสัยในตัวมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด เมื่อสงสัยก็นำมาซึ่งการแสวงหาคำตอบ และการหาคำตอบนั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่วิธีการเดียว แต่วิธีการที่ได้รับการยอมรับมากกว่าเท่านั้นที่จะเป็นตัวอธิบายและกำหนดชุดความรู้ขึ้นมา เช่น ในสมัยก่อนเชื่อว่าโลกแบบ และทุกคนก็เชื่อว่าโลกแบน จนกระทั่งมีการสงสัยขึ้นมา นำไปสู่การค้นหาคำตอบ และพิสูจน์ได้ว่าโลกแบบ ชุดความรู้เดิมที่มีอยู่ก็ถูกทำลายทิ้งไป และหมดคุณค่าลง

สิ่งที่เราสามารถถอดบทเรียนจากชุดความรู้ต่างๆที่เราเรียนนั้นสามารถทำได้ง่ายเพียงแค่ตั้งคำถามและหาเหตุผลอื่นมาอธิบายแทนความรู้ที่มีอยู่ ไม่แน่เมื่อสิ่งที่เราอธิบายมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเราอาจจะกลายเป็นผู้กำหนดความรู้ใหม่ก็เป็นได้  ชุดความรู้จึงมีพลวัตรของมันจะอยู่ได้นานหรือไม่นานขึ้นอยู่กับการท้าทายกับความรู้นั้นๆ เช่น ในเรื่องวิทยาศาสตร์มีการท้าทายชุดความรู้มาก และมีการพัฒนา  พิสูจน์ เพิ่มเติมเพื่อลบล้างทฤษฏีมาอย่างต่อเนื่อง บางทฤษฏีก็ถูกลบล้างไปแล้ว บางทฤษฏียังอยู่ในกระบวนการพิสูจน์  เราจะเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของความรู้อย่างต่อเนื่อง หากจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งอำนาจเหล่านี้ทำงานในกระบวนการครอบงำนั่นเอง คือ การจำกัดขอบเขตไม่ให้มีความคิดอื่นๆมาแย้งนั่นเอง 

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความดีมีไว้แบ่งปัน ไม่ใช่แข่งขัน

ในช่วงกลางปีแบบนี้เชื่อว่าเป็นช่วงที่หลายๆหน่วยงานได้ทำโครงการคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เพื่อประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลให้กับผู้ทำความดี ทราบได้จากการที่มีรุ่นน้องเยาวชนหลายๆคนติดต่อเข้ามาซึ่งมีทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก เพื่อขอคำแนะนำในการจัดทำประวัติเพื่อส่งเข้ารับการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนดีเด่นด้านคุณธรรมและจริยธรรม เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ เยาวชนผู้มีความประพฤติดีงาม นักเรียน นักศึกษารางวัลพระราชทาน เป็นต้น ในเบื้องต้นน้องๆแต่ละคนได้บอกว่าทราบข้อมูลจากบล๊อกของผม http://noppadonyoopromdan.blogspot.com/ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ออนไลน์เพื่อเผยแพร่ประวัติส่วนตัว และผลงานต่างๆให้กับเพื่อนๆคนอื่นๆได้รับทราบ ให้คุณครูหรือญาติพี่น้องได้ติดตามความเคลื่อนไหวของผม ในเบื้องต้นต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตามผลงาน รวมทั้งบทความต่างๆที่ผมเคยอัพเดตผ่านบล๊อกแห่งนี้ ผมรู้สึกภูมิใจมากที่มีโอกาสได้แบ่งปันประสบการณ์ดีดีกับน้องๆเยาวชนของชาติ และเป็นสิ่งที่ยินดีมากถ้ามีโอกาสได้เห็นเยาวชนมุ่งมั่นทำความดี เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน

ข้อคิดสำคัญที่ผมมักทิ้งท้ายสำหรับคำแนะนำก็คือว่า รางวัลแห่งเกียรติยศและศักดิ์ของความดีนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของจิตที่บริสุทธิ์ด้วยเสมอ  จะต้องไม่เกินความจริง ไม่ใช่การสร้างภาพ ไม่ใช่การจัดทำขึ้นมาเพียงเพื่อให้ชนะการประกวด มิฉะนั้นแล้วเกียรติที่เราได้รับนั้นก็สูญเปล่าทันที หากอยู่บนฐานของความอยากเอาชนะ ถึงแม้คนอื่นไม่รู้ แต่คนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเราเอง  จึงอยากเน้นย้ำให้กับน้องเยาวชนทุกคนที่กำลังจะแบ่งปันความดีผ่านเวทีต่างๆให้ระลึกอยู่เสมอว่า ความคาดหวังจากรางวัลนั้นมีได้ แต่ขออย่าให้ความคาดหวังนั้นกลายเป็นความอยากมีชื่อเสียง โดยที่ไม่สนในเจตนารมณ์ของรางวัล ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การมอบรางวัลต่างๆนั้น ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเชิดชู ยกย่องคนดีให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นการประกาศเกียรติคุณเพื่อให้คนๆนั้นได้ตระหนักในตนเสมอว่า ความดีมีไว้แบ่งปัน เมื่อคนหลายคนแบ่งปันความดี ก็จะทำให้เกิดการขยายวงของความดี เกิดเป็นเครือข่ายแห่งความดีงาม และที่สำคัญการมอบรางวัลแต่ละอย่างนั้น ก็เพื่อหวังให้ผู้รับรางวัลได้มีกำลังใจในการทำความดี เพื่อตอบแทนสังคมที่เราอาศัยอยู่ ให้สังคมได้ประจักษ์ในผลงานว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมที่เราอาศัยอยู่ แต่ถ้าคนไหนคิดว่า การรับรางวัลเป็นการอวดตัวเอง ยกตัวเองให้เหนือกว่าผู้อื่น คงเป็นวิธีคิดที่ผิดอย่างมหันต์แล้ว

จากประสบการณ์การเข้ารับการประกวดในแต่ละครั้งผมมักจะทิ้งท้ายไว้ให้กับคณะกรรมการผู้ประเมินทุกครั้งว่า ไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะต้องได้รับรางวัล เพราะรางวัลที่จะได้รับนั้นคงไม่ขึ้นอยู่กับเวลาในชั่วขณะ ความคิดเห็นในเวลานั้น หากแต่เป็นคุณงามความดีที่เราสะสมมาในระยะเวลาหนึ่งแล้ว เป็นกิจกรรมที่เราได้ดำเนินมา ที่เราคิดว่ามันเป็นประโยชน์กับสังคมที่เราอยู่ ดังที่ผมเคยได้รับข้อคิดจากคณะกรรมการประเมินโรงเรียนพระราชทานอยู่ท่านหนึ่ง บอกไว้ว่า "รางวัลสถานศึกษาพระราชทานเป็นรางวัลในพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การจัดทำผลงานประกอบที่เกินเลยจากความจริงเท่ากับการโกหกในหลวง ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัล คงเป็นการกระทำที่ยากแก่การจะให้อภัยจริงๆ หากเกิดขึ้นจริงในกระบวนการพิจารณา" และผมก็คิดเช่นเดียวว่า การจัดทำผลงานเพียงเพื่อให้ได้รับรางวัลนั้นเป็นเจตนาที่ลดทอนเกียรติของตนเองที่จะเข้ารับราวัลตั้งแต่ต้นแล้ว และคงไม่สมควรได้รับการพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง

ในฐานะเยาวชนรุ่นพี่ซึ่งมีน้องๆเยาวชนหลายคนได้ให้ความสนใจในผลงาน และต้องการจะขอคำแนะนำในการจัดส่งเอกสารเพื่อเข้ารับการพิจารณาในรางวัลต่างๆ ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคน ให้คิดอยู่เสมอว่า "ความดีมีไว้แบ่งปัน ไม่ใช่แข่งขัน" เจตนาที่บริสุทธิ์เท่านั้นที่ควรค่าแก่การรับรางวัลแห่งความดีงาม และสมควรได้รับการเชิดชูเกียรติ ตลอดจนเป็นแรงผลักดันภายในใจเราต่อการทำความดีให้กับสังคมที่เราอาศัยอยู่ เพราะบ้านนี้เมืองนี้คนเก่งเพิ่มมากขึ้นทุกๆวัน แต่คนที่หาได้ยากกลับกลายเป็นคนดี ที่บ้านเมืองต้องการ  ขอความดีจงมีแด่เยาวชนหนุ่มสาวทุกคน ผู้ซึ่งจะนำพาประเทศชาติให้เดินไปข้างหน้า และผู้ชี้ชะตาอนาคตบ้านเมืองที่มีชื่อว่า ประเทศไทย และเป็นสมาชิกที่ดีของบ้านหลังใหญ่ที่มีชื่อว่า "โลก"  ขอบคุณครับ

ประสบการณ์ในแดนมังกร

ท่องยุโรปไปกับยุวชนประชาธิปไตย

ท่องยุโรปไปกับยุวชนประชาธิปไตย
ประสบการณ์ในการทัวร์ยุโรปมา ช่างเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นจริงๆ และผมก็มีรูปภาพสวยๆมาฝากกันมากมายเลยทีเดียวครับ ก็ขอเชิญเยี่ยมชมได้เลยครับ ไปกันเล้ยยยๆ!!!!!

รับชมวีดีโอ

Loading...